
กทช.สตาร์ทประชาพิจารณานัมเบอร์พอร์ตนัดแรก คาดแล้วเสร็จครบขั้นตอนปลายเดือนส.ค. และประกาศใช้ปลายปี ระบุในร่างกำหนดค่าธรรมเนียมเปลี่ยนค่ายครั้งละไม่เกิน 300 บาท เพื่อกันเกิดความวุ่นวาย เผยเหมาะใช้กับมือถือ เพราะโทร.พื้นฐานไม่คุ้มที่จะลงทุน ด้านสมาคมผู้บริโภคค้านไม่ควรมีค่าธรรมเนียม
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการคงสิทธิเลขหมาย (Number Portability) สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ ครั้งที่ 1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กทช.จะสามารถประกาศใช้นัมเบอร์ พอร์ตทะบิลิตี หรือการที่ผู้บริโภคสามารถนำเลขหมายโทรศัพท์มือถือเดิมเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นได้ภายในสิ้นปี ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทำประชาพิจารณ์อีก 4 ครั้ง โดยจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้
ด้านนายบุญเสริม อึ้งภากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำ กทช. กล่าวว่าในร่างประกาศเลขหมายเดียวทุกระบบนั้นระบุไว้ว่า จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนระบบมือถือจากค่ายหนึ่งไปยังอีกค่ายหนึ่งในอัตราครั้งละไม่เกิน 300 บาท โดยราคานี้เกิดจากผลการศึกษาวิจัยโครงการกำหนดรูปแบบและแนวทางการบริหารของสิทธิเลขหมาย ที่ กทช. ให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำรวจ ด้วยการสำรวจจากเว็บไซต์ และการออกไปสำรวจความเห็นของประชาชนตามท้องถนน โดยส่วนใหญ่ยอมรับอัตราการดังกล่าว
อย่างไรก็ดี สาเหตุที่กทช.ต้องการระบุค่าธรรมเนียมการโอนย้ายระบบนั้นเป็นเพราะต้องการป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้นัมเบอร์พอร์ต เพราะหากการดำเนินการดังกล่าวเชื่อได้ว่าจะมีการโอนย้ายเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในบ้างประเทศไม่มีการเรียกเก็บเพราะผู้ประกอบการ หรือ โอปอเรเตอร์รับเป็นจ่ายแทนลูกค้า

นอกจากนี้ ในเงื่อนไขการเปลี่ยนระบบผู้ประกอบการได้ร้องขอให้ลูกค้าอยู่ในระบบเป็นเวลา 60 ก่อนจึงจะสามารถเปลี่ยนระบบได้ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้ลูกค้าได้เรียนรู้ว่าโปรโมชันของแต่ละค่ายมีความคุ้มค่าแท้จริงหรือไม่
ในเบื้องต้นในร่างประกาศให้ว่านัมเบอร์พอร์ตคนจะเริ่มใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อนเพราะการนำไปใช้กับโทรศัพท์พื้นฐานด้วยไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน เพราะจำนวนเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐานมีเพียง 7 ล้านราย ซึ่งน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเลขหมายมือถือที่ปัจจุบันมีเกือบ 50 ล้านราย
ประกอบกับชุมสายเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐานของผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ทีโอที บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ทีทีแอนด์ที เป็นระบบที่เก่ามาแล้ว และผู้ประกอบการไม่ต้องการลงทุนเลขหมายใหม่ เพราะการเติบโตของลูกค้าต่ำ และรายได้ต่อเลขหมายลดลงต่อเนื่องเพราะคนหันไปใช้งานโทรศัพท์มือถือแทน

ส่วนกรณีเคลียริ่ง เฮาส์ นั้นในร่างระบุว่าให้สิทธิผู้ประกอบการสามารถคัดเลือกร่วมกันได้ว่าจะให้ใครเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในเบื้องต้นผู้ประกอบการทั้งหมดแสดงเจตจำนง ว่าจะดำเนินการทำเคลียริ่ง เฮาส์ พร้อมกัน
นอกจากนี้ กทช.คิดว่าการทำนัมเบอร์พอร์ต ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาการจดทะเบียนโทรศัพท์มือถือแบบพรีเพดได้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย เนื่องจากต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดของลูกค้าเมื่อต้องการเปลี่ยนระบบอัตโนมัติ

สำหรับการทำประชาพิจารณ์ครั้งแรกมีตัวแทนผู้บริโภคเข้าขอร่วมแสดงความคิดว่า ไม่ควรมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนระบบ ในราคา 300 บาท เพราะกทช.ระบุเองว่าในต่างประเทศไม่มีการเรียกเก็บ และกทช.ควรมีประกาศชัดเจนว่าจะมีการใช้นัมเบอร์พอร์ตเมื่อไหร่ และควรบัญญัติบทลงโทษที่ชัดเจนหากมีผู้ประกอบการรายใดไม่ยอมเข้าระบบนัมเบอร์พอร์ต
ปัจจุบันโนเกียถือครองหุ้น 48% ในบริษัทดังกล่าว ซึ่งการตัดสินใจซื้อหุ้นส่วนที่เหลือในครั้งนี้ คาดว่าเพื่อหนุนแผนพัฒนาซอฟต์แวร์บนมือถือ รับมือแผนเปิดตัวระบบปฏิบัติการ (โอเอส) แอนดรอยด์ของกูเกิล
โนเกียระบุว่า โซนี่ อีริคสัน, อีริคสัน, พานาโซนิค และซีเมนส์ ได้ตกลงยินยอมขายหุ้นซึ่งถืออยู่ในบริษัทซิมเบียน ให้กับโนเกียแล้ว ส่วนซัมซุงคาดว่าจะยอมรับข้อตกลงดังกล่าวเช่นกันด้านซิมเบียน เผยว่า แผนดังกล่าวเป็นขั้นพื้นฐานของการก่อตั้งมูลนิธิซิมเบียน (Symbian Foundation) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ช่วงครึ่งแรกของปี 2552 โดยจะเป็นมูลนิธิที่รวมกลุ่มผู้ผลิตและผู้ให้บริการทั้งโนเกีย, เอทีแอนด์ที, แอลจี, โมโตโรล่า, เอ็นทีที โดโคโม, ซัมซุง, โซนี่ อีริคสัน, เอสที ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, เท็กซัส อินสตรูเมนท์ และโวดาโฟน เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิดบนมือถือ โดยไม่จับเก็บค่าไลเซ่น

หลังจากการประกาศสละเก้าอี้ CEO ดีแทคของ คุณซิคเว่ เบรคเก้ ไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่ ในฐานะ ประธานผู้บริหาร เทเลนอร์ เอเชีย ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเทเลนอร์กรุ๊ป ซึ่งดูเหมือนว่า บทบาทของคุณซิคเว่จะใหญ่กว่าเดิมมาแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยัง ไม่ขาดความสัมพันธ์กับดีแทคซะทีเดียว เพราะ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 4 ประเทศในกลุ่มเอเซียที่อยู่ในอำนาจการบริหารของคุณซิคเว่ เช่นกัน
สำหรับ CEO คนใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทนคุณซิคเว่นั้น คือ คุณทอเร่ จอห์นเซ่น ซึ่ง คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทฯ ได้แนะนำว่า ตอนนี้ คุณทอเร่ เป็น CEO อยู่ที่ปากีสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยก่อนหน้านั้น ก็ดูแลเทเลนอร์ที่มาเลเซีย มาแล้ว 4 ปี โดยผลงานที่ปากีสถานนั้น เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถได้เป็นอย่างดี โดยพัฒนาจากการเป็นบริษัทอันดับ 6 ขึ้นสู่อันดับที่ 2 ได้ภายในเวลาเพียง 4 ปี”
ประวัติ นายทอเร่ จอห์นเซ่น
เกิด : 3 กุมภาพันธ์ 2491
สัญชาติ : นอร์เวย์
สถานภาพ : สมรส
การศึกษา
พ.ศ. 2515 – วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต จาก Norwegian Institute of Technology มหาวิทยาลัย Trondheim ประเทศนอร์เวย์
พ.ศ. 2538 – จบการศึกษาด้านการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Norwegian School of Economics and Business Administration
ประสบการณ์การทำงาน
สิงหาคม 2547 – ปัจจุบัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์ ปากีสถาน
กุมภาพันธ์ 2544 – สิงหาคม 2547 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิจิ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ ประเทศมาเลเซีย
มกราคม 2543 – กุมภาพันธ์ 2544 ผู้จัดการทั่วไปด้านยุทธศาสตร์องค์กร ดิจิ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์
กันยายน 2542 – ธันวาคม 2542 เทเลนอร์ เอเชีย ประเทศสิงคโปร์
สนับสนุนกิจกรรมการเข้าซื้อกิจการของเทเลนอร์ในภูมิภาคเอเชีย
(มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ)
2537 – 2542 ผู้อำนวยการโครงการ เทเลนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล แผนกโมบิลิตี้
สนับสนุนกิจกรรมการเปิดตลาดใหม่ ตลอดจนกระบวนการเข้าซื้อกิจการของเทเลนอร์ในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และช่วยดูแลการร่วมลงทุนในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเทเลนอร์ในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สาธารณรัฐเชค สาธารณรัฐสโลวัค สหพันธรัฐรัสเซีย ออสเตรีย เยอรมนี อิตาลี ฮังการี ยูเครน ไทย ลิธัวเนีย และมาเลเซีย
2536 – 2540 เทเลนอร์ โมบิล เอเอส ประเทศนอร์เวย์
ดำรงตำแหน่งด้านการจัดการหลายตำแหน่ง ในด้านเทคนิค (Technical) ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) และด้านกฎระเบียบปฏิบัติ (Regulatory)
2531 – 2536 เทเลนอร์ ประเทศนอร์เวย์
ผู้จัดการโครงการจีเอสเอ็ม
มีส่วนเข้าร่วมระดับนานาชาติในการพัฒนามาตรฐานของระบบโทรศัพท์จีเอสเอ็ม
2527 – 2531 เทเลนอร์ ประเทศนอร์เวย์
หัวหน้าแผนกวางแผนงานและการให้บริการการถ่ายทอดภาคพื้นดิน
2517 – 2527 เทเลนอร์ ประเทศนอร์เวย์
ดูแลงานด้านวิศวกรรม และการจัดการโดยรับผิดชอบในส่วนของระบบวิทยุ (radio transmission)

4 กรกฎาคม 2551 – คณะกรรมการบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ได้แต่งตั้ง นายทอเร่ จอห์นเซ่น ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 เป็นต้นไป

ทอเร่ จอห์นเซ่น
นายซิคเว่ เบรคเก้ จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2551 ก่อนเข้ารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของเทเลนอร์ เอเชีย แทน นายอาร์เว่ โจฮานเซ่น ในวันที่ 1 กันยายน 2551 และขึ้นเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของกลุ่มเทเลนอร์ในเวลาเดียวกัน
สำนักงานใหญ่เทเลนอร์ เอเชีย ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ มีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของบริษัทในเครือเทเลนอร์ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ได้แก่ ปากีสถาน บังคลาเทศ มาเลเซีย และไทย และยังทำหน้าที่ในการมองหาโอกาสการขยายธุรกิจเพิ่มภายในภูมิภาคอีกด้วย
“ในช่วงที่คุณซิคเว่บริหารงาน ดีแทคได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก จนกระทั่งปัจจุบันดีแทคเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีนวัตกรรมมากที่สุด เป็นที่รู้จักสูงสุด และเป็นบริษัทที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดบริษัทหนึ่งในประเทศไทย คุณซิคเว่เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการของบริษัทฯ ในปี 2543 และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมในช่วงปี 2545 – 2548 และในปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จากความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงองค์กรในหลาย ๆ ด้าน การสร้างวิธีการสื่อสารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไปในด้านการตลาด ทำให้ภาพลักษณ์และผลประกอบการของบริษัทฯ ที่อยู่ภายใต้การนำของคุณซิคเว่มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทฯ กล่าว
ก่อนร่วมงานกับดีแทค ซิคเว่เป็นกรรมการผู้จัดการของสำนักงานเทเลนอร์ในประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 3 ปี โดยมีหน้าที่พัฒนาและจัดการการลงทุนของเทเลนอร์ในภูมิภาคเอเชีย และในช่วงระหว่างปี 2536 – 2539 เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ประเทศนอร์เวย์ ซิคเว่จบการศึกษาระดับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จาก John F. Kennedy School of Government, Harvard University
“ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับหน้าที่บริหารงานในดีแทค และยังได้ร่วมงานกับบุคลากรที่มีความสามารถ ดีแทคได้ผ่านความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ผมมั่นใจว่าด้วยความแข็งแกร่งของทีมบริหาร รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดีแทคจะยังคงสามารถเติบโตในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงนี้ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบที่สุดแบรนด์หนึ่งของประเทศไทยต่อไป ส่วนการได้รับความไว้วางใจให้ไปบริหารงานในระดับภูมิภาคให้กับเทเลนอร์ เอเชีย ในครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่น่าสนใจเพราะจะได้ดูแลธุรกิจ ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ภายในภูมิภาค โดยหนึ่งในความรับผิดชอบหลักยังรวมถึงการได้ดูแลดีแทคต่อไปในระดับกรรมการและผู้ถือหุ้นอีกด้วย” นายซิคเว่ เบรคเก้ กล่าว
